 |
|
ณัฏฐณิชาโคมล้านนา Nutthanicha Lanna Shop
94/1 ถ.เมืองสาตร ต.หนองหอย อ.เมือง
เชียงใหม่
Thailand
50000
Tel:
66 5380 0455
Fax:
66 5328 3298
E-mail:
nutthanicha_lamp@hotmail.com
|
| |
|
|
 |
 |
| เรียงร้อยถ้อยความ ตำนานโคมและตุง
ตำนานโคม
โคม เป็นชื่อของเมืองโบราณในเชียงราย ชื่อว่า "สุวรรณโคมคำ" โคม ใช้เป็นเครื่องสักการะและใช้ส่องแสงสว่างอันเก่าแก่ของคนในภาคต่าง ๆ ใช้กันทั่วทุกภาค แต่สำเนียงจะแตกต่างกันไป ภาคเหนือจะเรียกว่า "โกม"
|
โคมไฟล้านนา หรือโกมล้านนา เป็นงานหัตถกรรมพื้นเมืองจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สืบอทอดต่อกันมา และได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้คงอยู่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันในภาคเหนือ ด้วยเหตุที่การดำรงชีวิตผูกพันกับศาสนา การสร้างผลงานทางศิลปะจึงมีแรงบันดาลใจจากความศรัทธา ปัจจุบันชาวล้านนานิยมนำมาใช้ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในงานประเพณียี่เป็ง หรือ ประเพณีลอยกระทง นิยมจุดโคมค้าง หรือโคมที่ติดแขวนไว้บนที่สูง ทำด้วยไม้ไผ่และกระดาษ สร้างเป็นโคมทรงกลมหักมุมเรียกว่า "โคมรังมดส้ม" ใช้ประดับตกแต่งมีเทียนและประทีปเพื่อเป็นการสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง (ยี่เป็งล้านนา) และเชื่อว่าเป็นการบวงสรวงพระเกษแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ ซึ่งถือว่าเมื่อได้กระทำเช่นนี้แล้ว แสงประทีปจากโคมจะช่วงส่งประกายให้การดำเนินชีวิตเจริญร่งเรือนอยู่เย็นเป็นสุข ชาวล้านนาจึงนิยมปล่อยโคมไฟขึ้นฟ้าและจุดประทีปตามบ้านเรือน
ในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้โคมไฟมาทำเป็นเครื่องประดับตามอาคารบ้านเรือน และสถานที่ต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม อีกทั้งยังช่วยสืบสานและอนุรักษ์เอกลักษณ์งานหัตถกรรมโคมล้านนาให้คงอยู่สืบไป
|
ตุง ศิลปะพื้นบ้านล้านนา
ดินแดนล้านนาเป็นพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ซึ่งประชากรภาคเหนือ เรียกตนเองว่า ชาวล้านนา โดยมีศิลปะวัฒนธรรมของตนเองซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตภูมิปัญญาของชาวล้านนา
| |
งานประดิษฐ์คิดค้นที่สะท้อนวัฒนธรรมของชาวล้านนาเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สอดใส่จิตวิญญาณแห่งความเคารพรักและบูชาลงไปในผลงาน เพื่อมอบให้แก่บุคคลอันเป็นที่เคารพรัก เพื่อใช้ในโอกาสพิเศษที่เป็นเกียรติยศ เป็นความดีความงามของตนเองรวมทั้งเพื่อตอบสนองความศรัทธาอันสูงสุดของชาวพุทธ โดยเฉพาะความเชื่อในการใช้วัตถุที่ดีมีคุณค่าเป็นเครื่องบูชา สักการะในงานบุญ งานกุศลต่าง ๆ ตามประเพณี
ตุง จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพรักและบูชา ที่ชาวล้านนาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องบูชาสักการะและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามประเพณีของชาวล้านนา ซึ่งตุงที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นรูปแบบลักษณะการใช้งานตามพิธีกรรมและประเพณีแตกต่างกันไป ตุงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1. ตุงที่ใช้ประกอบพิธีมงคล เป็นตุงที่ใช้ในงานบุญต่าง ๆ เช่นงานฉลอง งานทำบุญขึ้นปีใหม่ สงกรานต์ งานปอยเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น
2. ตุงที่ใช้ประกอบพิธีอวมงคล เป็นตุงที่ใช้ในงานที่ไม่เป็นมงคลเช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย งานศพ เป็นต้น
3. จ้อต่าง ๆ (ตุงเล็ก) เป็นตุงรูปสามเหลี่ยมขนาดต่างๆ ซึ่งใช้ประกอบงานพิธีกรรมต่าง ๆ หรือใช้ร่วมกับตุง
ตำนานตุง (ธง)
(จากหนังสือวัฒนธรรมล้านนาไทย ของมณี พยอมยงค์ )
จากตำนานเมืองหิรัญนครเงินยาง ศรีเชียงแสน ได้กล่าวว่า ตุงสามารถช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากการตกนรกได้ ดังเรื่องเล่าว่า มีนายพรานผู้หนึ่งล่าเนื้อมาตั้งแต่อายุได้ 15 ปี จนถึงอายุได้ 48 ปี วันหนึ่งเข้าป่าไปเพื่อจะล่าเนื้อ บังเอิญไปถึงวัดศรีโคมคำ (จังหวัดพะเยา) ได้เห็นพระปฎิมากรองค์ใหญ่และมีการประดับตุง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จัดหาผ้ามาทำตุงแล้วเอาไปบูชาพระประทานองค์ใหญ่นั้น ครั้นนายพรานผู้นี้ตายไป พระยายมราชมิทันได้พิจารณา ก็โยนนายพรานผู้ลงไปในนรกในทันใดนั้น ตุงที่นายพรานเคยทำเพื่อถวายพระประธานองค์ใหญ่นั้นก็พันเอาตัวยายพรานพ้นจากนรกเสีย พระยายมราชจึงพิจารณาดูแล้วก็บอกให้นายพรานขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ชาวเหนือจึงมีความเชื่อที่ว่า การถวายหรือทานตุงนั้น มีอานิสงส์หรือได้บุญอย่างมาก
ตุงมีหลายชนิดและมีขนาดต่าง ๆ กัน ขนาดเล็กกว้างประมาณ 3 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว จนถึงยาว 14 กิโลเมตร กว้าง 10 กิโลเมตร และตุงมีตั้งแต่ทำจากกระดาษจนถึงทำด้วยโลหะ เช่นทองเหลือง ทองคำ หรือเงินเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีตุงและช่อทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ ซึ่งใช้ปักที่กองเจดีย์ทราย ส่วนตุงจัย (ธงชัย) หรือตุงใย (ตุงที่ทอด้วยด้าย ไหม หรือแพร) นั้นเป็นตุงใหญ่ อาจมีความกว้างประมาณ 20 นิ้ว ยาวประมาณ 3 วา ถือกันว่าตุงยิ่งยาวยิ่งมีอานิสงส์มาก ใช้ปักไว้ที่หน้าวัดหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทำการฉลองในคราวมีงานปอยหลวง การเอาตุงไปทำพิธีบูชาในงานพิธีหรืองานกุศลนั้น จะได้ให้ขึ้นสวรรค์ ตุงที่ถือเวลาแห่กฐินเรียกว่า ตุงตะขาบ จะถือในขบวนแห่ซึ่งมีความเชื่อกันว่าการทอดกฐินมีอานิสงส์มาก แม้แต่สัตว์ เช่น ตะขาบ จระเข้ ก็อยากร่วมทำบุญด้วย จึงขอให้ทำรูปของตัวร่วมขบวนไปด้วย
และยังมีตุงอีกประเภทหนึ่งที่ชาวล้านนาใช้ในการถือนำศพไปสุสาน คือตุงสามหาง มักทำด้วยกระดาษสา หรือผ้าดิบสีขาว ความเชื่อเกี่ยวกับตุงสามหางมีว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีวันแพ้พระยายมราช จะต้องถึงแก่ความตายทุกคน การถือธงขาวนำหน้าศพก็เป็นการยอมต่อพระยายมราช ส่วนชายสามแฉกนั้น หมายถึง พระรัตนตรัยที่จะนำเอาวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติได้
|
| โกมผัด หรือ โคมหมุน
เป็นโคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยชาวไทยล้านนา หรือทางสิบสองปันนาได้หนีอพยพเข้ามาในภาคเหนือ เป็นพวกลื้อ มอญ ซึ่งได้นำประเพณีการทำโคมผัดเข้ามา เวลามีงานประจำปีหรืองานตามวัด ก็ด้ทำโคมผัดตั้งไว้ให้คนดูแทนหนัง ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีภาพยนตร์ โคมผัดจึงคล้ายหนังตะลุง มีลักษณะทรงกระบอกกว้าง 12 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว หุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษสีขาว โคมนี้สามารถหมุนได้ ทางภาคกลางจึงเรียกว่า "โคมเวียน" ด้านในจะมีไม้หรือด้ายโยงเข้ามาแกนกลาง ซึ่งทำเป็นมุมแหลมดังหัวจรวด ใส่ไว้ในก้นถ้วยหรือภาชนะที่มีร่องกลมพอเหมาะเพื่อให้โคมผัดหมุนไปรอบ ๆ ด้วยแรงเทียน เมื่อจุดเทียนซึ่งติดตั้งไว้กลางโคมความร้อนจากเปลวเทียนจะไปกระทบแถบกระดาษและผลักให้ส่วนที่เป็นโครงครอบนั้นให้หมุนจะทำให้เห็นเงาปรากฎเป็นรูปต่าง ๆ เวียนไปรอบ ๆ ซึ่งนับเป็นนิทรรศการในลักษณะของโบราณอย่างง่าย ๆ สำหรับในปัจจุบัน โคมผัดได้มีการประยุกต์ใช้แรงหมุนจากแรงเทียนมาใช้เป็นแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้าแทน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และง่ายต่อการเก็บรักษา
|
ตำนานโคมลอย
คำว่า โคมลอย นี้แปลได้ง่ายๆ ว่าเครื่องใช้ที่ให้กำเนิดแสงสว่างลอยตัวอยู่ ซึ่ง โคมที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ อาจลอยอยู่ได้ทั้งในน้ำและในท้องฟ้าก็ได้ทั้งสองกรณี แต่ในที่นี้จะเริ่มกล่าวถึง โคมลอยที่ลอยอยู่ในน้ำหรือลอยไปตามสายน้ำเสียก่อน
| |
โคมลอย นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลลอยกระทง เมื่อต้องการทราบความหมายของคำนี้ให้เป็นที่แน่นอนชัดเจนลงไป ก็ต้องไปดูจากต้นตำรับที่ว่าด้วยการลอยกระทง ซึ่งก็คือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ และจากเอกสารชื่อนี้ฉบับที่กรมศิลปากร อนุญาตให้ศิลปาบรรณาคารพิมพ์จำหน่ายครั้งที่ ๑๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ หน้า ๙๖ บอกว่าในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้นจะมีพระราชพิธีจองเปรียง ซึ่งเป็น นักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม ที่มีการเฉลิมฉลองกันถึงสามวัน ครั้งหนึ่ง นางนพมาศได้ประดิษฐ์โคมลอยเป็น
รูปดอกกระมุท(ดอกบัว) บานกลีบรับแสงพระจันทร์ ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ(กงเกวียน)
และประดับด้วยดอกไม้และผลไม้สลักเป็นรูปนกจับอยู่ตามกลีบดอกบัว ซึ่ง พระร่วง ก็พอพระทัยมาก
จึ่งมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุทบานก็ปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงทรงประทีป
(น.๙๙๑๐๐)
จากความที่ยกมานี้สรุปได้ว่า โคมลอย ก็คือกระทงทรงประทีป หรือกระทงที่รองรับประทีปซึ่งจุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เมื่อดูจาก พระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์โดยแพร่พิทยา ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่สิบสาม พ.ศ. ๒๕๑๔ ในตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงระบุว่าพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งมีมาในกฎมณเทียรบาลว่า พิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคมนั้น
มีความแปลกออกไปนิดเดียวแต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม และเติม ลงน้ำ เข้าอีกคำหนึ่ง
การก็ตรงกันกับลอยกระทง ลางทีจะสมมติว่าลอยโคม
(น.๘) และทรงกล่าวต่อไปว่า .. การที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์ แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพ และบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายเรียกว่า นะมะทานที เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่.. (น.๙)
ในพระราชพิธี๑๒ เดือนยังระบุต่อไปว่าในเดือนสิบสองนี้มีการลอยพระประทีปด้วย โดยทรงอธิบายว่า
การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ควรนับได้ว่าเป็นราชประเพณีซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..(น.๒๒)
และความในพระราชนิพนธ์ช่วงนี้ยังมีพระราชาธิบายที่ยืนยันถึงข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า
การลอยประทีปที่ว่าในกฎหมายนี้มีเนื้อความเข้ากับเรื่องนางนพมาศ ซึ่งว่าท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นท้าวพระสนมเอกแต่ครั้งพระเจ้าอรุณราช คือพระร่วง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามตั้งแต่กรุงตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาฤดูเดือนสิบสอง เป็นเวลาเสด็จประพาสในลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้มารับราชการจึงได้คิดอ่านทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล
มีข้อความที่พิศดารยืดยาว เนื้อความก็คล้ายคลึงกันกับจดหมายถ้อยคำขุนหลวงหาวัดซึ่งได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าหรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นเอง
(น๒๒๒๓)
จากความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์และพระราชพิธีสิบสองเดือนที่กล่าวมานี้ อาจสรุปได้ว่า โคมลอย ของนางนพมาศนั้นคือกระทงที่รองรับประทีป การที่นำโคมลอยที่ว่านี้ไปลอยน้ำก็เรียกว่า ลอยโคม ดังในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกว่า ลอยพระประทีป และการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนี้อย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ที่น่าสังเกตก็คือพระราชาธิบายที่ว่า การลอยกระทงนี้
แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว
และเมื่อพิเคราะห์ดูความจากบทพระราชนิพนธ์ในตอนที่กล่าวถึงเทียนที่จุดในพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงกล่าวว่า
แต่ถึงว่าโคมชัยที่อ้างว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว ก็ยังเป็นพิธีของพราหมณ์พวกเดียว คือตั้งแต่เริ่มพระราชพิธี พราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีในพระบรมมหาราชวัง และเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวันลดโคม เทียนซึ่งจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง คือไขข้อพระโคซึ่งพราหมณ์นำมาถวายทรงทา การที่บูชากันด้วยน้ำมันไขข้อพระโคนี้ก็เป็นลัทธิพราหมณ์แท้ เป็นธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การพระราชพิธีทั้งปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาทุกๆ พระราชพิธี
(น.๙)
โดย.. ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี
| |
|
|
| |
|
 |